個人檔案My p o s i t i v e World相片部落格清單更多 工具 說明
12月22日

ยุ่งยากจัง

อีกเดือนเศษๆ ก็จะได้กลับเมืองไทยไชโยแล้ว
ถามว่ารู้สึกยังไง ดีใจอ่ะ แต่ไม่ตื่นเต้น
แต่ก็ยังมีอีกความรู้สึกอยู่ก็คือ ลนลาน

ลนลาน...เพราะ ไอ้นั้นก็อยากทำ ไ้อ้นี่ก็อยากกิน ที่นั่นก็จะไป
เป็นแบบนี้แหละ ปีที่แล้วก็อารมณ์นี้เล้ยยย มันเกิดจากโลภะนั่นเอง

แผนการณ์ในระยะอันใกล้มีไรมากมาย
เริ่มจากการใช้เวลาที่ว่างๆอยู่ อ่านหนังสือเตรียมสอบหลังปีใหม่
นอกจากนี้ยังใช้เวลาว่างดังกล่าววางแผนการท่องเที่ยว
การท่องเที่ยวที่ว่าได้แก่
สุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้เราจะไปผิงเหยา เมืองมรดกโลกกัน
สมาชิกหน้าใหม่สี่คนมาเจอะเจอกันโดยนัดหมาย
โปรแกรมนี้คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมากนัก
ทั้งตั๋วรถไฟและที่พักจองได้ไม่ยากเย็น

แต่โปรแกรมจี๋หลิน-ฮาร์บินนี่สิ ทำไงดี
แรกเริ่มเดิมที ด้วยความบ้าและก๋ากั่นส่วนตัวของดิฉันเองนั้นกะว่าจะลุยเองไปเอง
ใครไ่ม่ไปก็ไ่ม่ต้องไป ยังไงฉันก็จะไปให้ได้
แต่ปรากฏว่า กาลเวลาผ่านไป มีสมาชิกเพิ่มมาอีกสามคน
เหล่าสมาชิกนั้นแรกๆก็ว่า ไปกันเองก็ดี เพราะเราไปค้นพบว่า
จี๋หลินเป็นเมืองทางผ่านที่ควรแวะอย่างยิ่ง แต่โปรแกรมของโรงเรียนบ่มี
แต่ตอนนี้สิ สมาชิกเริ่มเห็นว่าไปกะโรงเรียนสะดวกสบายหายห่วง

แต่ทีนี้ว่า น้องรักจะมาเยี่ยมเราจากเมืองไทย การจะไปกะโรงเรียนคงทำไม่ได้
นอกจากว่าจะแอบๆไป ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามันจะยุ่งยากรึป่าว
แต่สมาชิกหนึ่งในห้าบอกว่า ถ้าต้องไปเองไม่ไปแล้ว อยากไปกะโรงเรียน
กลัวว่าต้องไปตกระกำลาบากหารถราในยามที่อุณหภูมลดต่ำ่ว่าศูนย์องศาไปสักยี่สิบสามสิบดีกรี
แต่ตัวเรานั้นยังคิดว่า ยังไง้ ยังไงก็จะไปจี๋หลินให้ได้
เอาล่ะสิ ทีนี้จะทำยังไง

ตอนนี้ยังคิดไม่ตก ที่พักที่จี๋หลินก็ยังหาไ่ม่ได้เลย
เอาเถอะ ชีวิตไม่สิ้นก็ดิ้นกันไป
เราเลยหาทางออกได้ว่า ไม่ต้องนอนที่จี๋หลินสิ เที่ยวเสร็จอ้อมๆเข้าฮาร์บินเลย
รถไฟตรงจากจี๋หลินไปฮาร์บินไม่มี เราก็หาทางอื่นได้แล้วล่ะ
เพราะฉะนั้น ปัญหานี้ตกไปครับพี่น้อง

ปัญหาที่ยังคาราคาซังอยู่ก็คือ สมาชิกที่เหลือจะว่าอย่างไร

วันพุธนี้เป็นวันสุดท้ายในการลงทะเบียนกับโรงเรียนแล้ว
เดี๋ยวก็จะได้รู้ว่า เราจะเลือกทางไหน
(แต่จริงๆนะ ถ้าเราไปแบคแพ็คกันสองคนน่ะ สบายกว่าห้าคนตั้งเยอะแน่ะ)

กิจกรรมสำคัญอีกอย่างที่ต้องลงมือทำในเร็ววันคือการซื้อตั๋วเครื่องบินไปเซี่ยเหมิน
งานนี้เราจะไปเยือนแดนดินถิ่นบรรพบุรุษล่ะค่ะ

พูดแต่เรื่องเที่ยวเนอะ เรื่องสอบละไว้ในฐานที่เข้าใจละกัน
11月16日

หัวข้อการพูดคุย มันคงเป็นภัยต่อมวลมนุษยชาติ

 

ข้อความ

มันคงเป็นภัยต่อมวลมนุษยชาติ
ทีจั่วหัวแบบนี้เพราะไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมที่บ้านเมืองนี้ถึงไม่สามารถจะใช้บริการบล็อกของเว็บไซต์เช่น
multiply, Hi5 ได้เหมือนกับที่ประเทศอื่นๆสามารถทำได้ หรือแม้แต่ facebook ที่ออกจะอินเตอร์
ได้รับความนิยมไปทั่วโลกนั้น ก็ดูเหมือนว่าจะสามวันดีสี่วันป่วย แค่จะเข้าสู่เว็บไซต์ดังกล่าวแสนจะยากลำบาก
 
ทำไม ทำไม ทำไม
 
เป็นคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้ แต่คิดเอาเองว่า สังคมคอมมิวนิสต์อาจจะเล็งเห็นภัยจากเว็บไซต์ที่ว่ากระมัง
 
สุดท้าย ก็กลับมาซบอกวินโดว์ไลฟ์สเปซไง
 
บางคนอาจจะคิดว่า ไม่มีบล็อกก็ไม่ต้องเขียน ทำไมจะต้องอยากให้คนอื่นรู้เรื่องราวส่วนตัวด้วย
อ๊ะ ก็อยากอวดนี่นา นี่ไม่ได้ฮิตทำตามกระแสอะไรหรอกนะ แต่เห็นว่าการมีบล็อกทำให้เราสามารถอัพเดทข่าวสาร
ความเป็นไปของตัวเองให้มิตรรักแฟนเพลงติดตามได้ เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถโทรศัพท์ หรือออนไลน์
คุยกับเราได้อย่างสะดวก ประโยชน์อีกอย่างที่เห็นชัดๆก็คือ คนที่ทำบล็อกส่วนใหญ่มักจะชอบเล่าเรื่องราว
การท่องเที่ยว การเดินทาง หรือประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์หลายๆกรณี ตัวเราเองก็หาความรู้เกี่ยวกับสถานที่
ท่องเที่ยวจากการดูบล็อกชาวบ้านมาหลายครั้งแล้ว
 
เห็นมะ ออกจะมีประโยชน์ แล้วคุณมหาอำนาจแห่งเอเซียจะบล็อคบล็อกที่ว่าทำไมละคะ
3月16日

นักเรียน...อีกครั้ง

เปิดเทอมได้สามอาทิตย์แล้วล่ะ
ผลจากการไปสอบวัดระดับแบบงงๆ ทำให้เราไม่ต้องเรียนตั้งแต่ชั้นแรก
คือ ไม่ต้องเรียนการออกเสียงและการอ่านพินอินนั่นเอง
เนื่องจากภาษาจีน ไม่มีการประสมพยัญชนะ สระ ตัวสะกด
แต่ใช้อักษรภาพ ซึ่งหมายความว่า เราต้องจำคำนั้นทั้งคำเลย
(ใครคิดระบบนี้ก็ไม่รู้เนอะ ช่างความจำดี) เพราะฉะนั้น
เพื่อทำให้อะไรๆง่ายขึ้น จึงมีคนคิดหาสัญลักษณ์มาใช้ในการแทนค่าเสียงของ
อักษรภาพแต่ละตัว เพื่อทำให้ง่ายขึ้น
พินอิน จึงเป็นการนำตัวอักษรอารบิก ก็คือ อักษรภาษาอังกฤษนั่นแหละ
มาแทนค่าเสียงภาษาจีน อย่างเป็นระบบระเบียบ

ภาษาจีนเค้าก็มีวรรณยุกต์นะ แต่ไม่เหมือนภาษาำไทย เค้ามีสี่เสียง
แต่ของเรามีห้าเสียง เพราะงั้น เรื่องการผันวรรณยุกต์ จึงไม่ใช้ปัญหาของเด็กไทย
แต่...ปัญหาหนักคือ การออกเสียงพยัญชนะให้ชัดเจน
ซึ่งมีเสียงอยู่หกเสียงเด่นๆ ที่เราฟังยังไง้ ยังไง มันก็ไม่เห็นจะต่างกันเลยอ่ะ
แต่เอาเถอะ หัดๆพูด หัดๆฟัง ไปต่อราคากะแม่ค้าบ่อยๆ เราก็จะพูดได้คล่องเอง
เท่าที่ผ่านมา แม่ค้าก็ฟังเรารู้เรื่องดีนี่นา อิอิ

การเรียนตอนนี้ไม่หนักหนาเท่าไหร่ ยังพอจะชิลๆได้
มีการบ้านมาให้ฝึกปรือวิทยายุทธเรื่อยๆ กำลังดีๆ
สิ่งที่ยากกว่าการบ้านคือ การจำศัพท์ให้ได้
การจำคำ และความหมาย ไม่ยากเท่าการเขียนให้ถูก
นับถือคนที่เค้าคิดภาษาีนี้ขึ้นมาจริงๆเลย คิดได้ไง
เอาอะไรมาคิด นี่ยังดีว่าที่แผ่นดินใหญ่ เค้าใช้ระบบตัวย่อในการเขียนหมดแล้ว
ถ้ายังคงใช้ระบบตัวเต็มเหมือนไต้หวันละก็ คงไม่มาเรียนล่ะ ท้อใจ

ตารางเรียนของเราก็คือ จันทร์ถึงศุกร์ 8.30 -12.40
เรียนวันละสองวิชา วิชาละสองชั่วโมง สิ้นชั่วโมงจะได้พักสิบนาที
ให้นักเรียได้หาน้ำ ขนมกิน หรือเข้าห้องน้ำ หรือจะเม้ากันก็ได้
วิชาที่เรียนมีสี่วิชาคือ comprehension+gramma, reading, listening, speaking
วิชาแรกต้องเรียนทุกวัน อ่านและฟังอาทิตย์ละสองครั้ง ส่วนพูดก็อาทิตย์ละครั้ง
ก็ขำๆกันไป พูดได้บ้างไม่ได้บ้าง สนุกดีนะ ไ่ม่เครียด (หรือเพราะชั้นนี้ยังไม่แอดวานซ์มากนักก็ไม่รู้)

เรียนเฉพาะครึ่งวัน เพราะฉะนั้น ช่วงบ่ายก็ว่างสิคะ
แต่เอาเข้าจริง มันไม่ได้ว่างแบบสบายใจนะ
เพราะทั้งการบ้าน ทั้งศัพท์ใหม่ มีอะไรให้ทำเยอะ
แต่ยังไงๆ เราก็ยังหาเวลาปลีกตัวไปเที่ยวได้ คิคิ
เรื่องเที่ยวจะเม้าให้ฟังในประเด็นหน้าละกัน
วันนี้พอแค่นี้ก่อนที่จะเบื่อ แล้วก็จะไปหาข้าวกินด้วย (วกกลับมาเรื่องกินจนได้สิน้าาา)

2月23日

the return of me

และแล้วก็ต้องกลับมาซบอกบล็อกนี้อีกครั้ง หลังจากเลิกใช้ไปเกือบสองปี
เซ็งจริงๆเลย ทำไมที่เมืองจีนถึงเช้ามอัลติพลายไม่ได้นะ
ใครรู้ช่วยบอกที ยิ่งถ้ามีวิธีแก้ยิ่งดีเลย จะเป็นพระคุณมาก
 
รำพึงรำพันเสร็จแล้ว ตอนนี้มาเล่าเรื่องดีกว่า
วันนี้ก็นับเป็นวันที่ห้าแล้ว ตั้งแต่มาเหยียบแผ่นดินมังกร
อากาศที่นี่ตอนนี้ หนาวแต่ก็ไม่เกินจะทน กลางคืนติบลบ กลางวันไม่ถึงสิบ
แดดเปรี้ยงสุดๆ โชคดีนะเนี่ยที่เตรียมครีมกันแดด spf 50 มาด้วย
อากาศแห้งมากๆ วันๆ ไม่ต้องทำไร มีครีมหรือโลชั่นกี่ขนานก็ประโคมมันเข้าไปนะพี่น้อง
 
ที่พัก เป็นหอของมหาวิทยาลัย เราเลือกอยู่ห้องคู่ เพราะจะได้หัดพูดบ้าง
ตึกที่อยู่เป็นหอใหม่ ไกลจากตึกที่เรียนคนละทิศเลย
(หออยู่ประตูตะวันตก ตึกเรียนอยู่ทางตะวันออก)
ในห้องพักที่สนนราคาเพียง หกสิบหยวนต่อคืน ประกอบไปด้วย
แอร์ ฮีตเตอร์ (ที่อุ่นมากๆ ไม่เหมือนกะแอสตัน) ทีวียี่สิบเอ็ดนิ้ว ตู้เย็นน้อยๆ
กาต้มน้ำร้อน ตู้ โต๊ะ เตียงพร้อมผ้าปู (เลิศมะ)
ที่สำคัญคือ มีแม่บ้านมำทำความสะอาดห้องและห้องน้ำทุกเช้า
อยาเปลี่ยนผ้าปูเตียงเมื่อไหร่ก็บอกแม่บ้านได้ โอ้วววว สบายจัง
 
อาหารการกิน เท่าที่ผ่านมาเพิ่งกินมาม่าไปสองห่อ
มื้อเช้ากินหนมปังทาสกิ๊ปปี้ไปก่อน เดี๋ยวค่อยหาเมนูใหม่
มื้อเย็นไปกินที่ร้านจีนกระรูมเมท
อาหารที่นี่ไม่แพง จานใหญ่ อย่างไปกินกันสี่คน สั่งกับข้าวสองอย่าง
เนื้อจาน ผักจาน ข้าวคนละถ้วย ตกประมาณยี่สิบกว่าหยวน คุ้มจริงๆ
แล้ววันนี้เมื่อเที่ยงแอบไปทำหรู กินhuoguo หรือชาบู หรือฮอตพอต หรือจิ้มจุ่มนั่นเอง
เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปเป็นหลักฐาน อร่อยทีเดียวเชียวท่านผู้ชม
ไว้ไปคราวหน้าจะถ่ายรูปมาฝากให้น้ำลายไหลเล่น
 
รูมเมท เป็นสาวแดนกิมจิ ซึ่งชนชาตินี้สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในแคมปัส (ของเค้าเยอะจริงๆ)
น้องเค้ามีนามว่า เซรอม นิสัยดีทีเดียว ชวนเราไปนู่นมานี่ (ไปกินนั่นแหละ) ตลอดเลย
นอกจากนี้ก็มี ฮานา และ ฮิยอง สองสาวที่มาเยี่ยมเยียนห้องเราประจำ
เอาวะ รูมเมทดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ถือว่าเป็นบุญแล้วล่ะ
เดี๋ยวนี้เราหัดเรียนภาษาเกาหลีวันละสองคำด้วย
 
วันที่สิบแปด ออกเดินทางจากภูเก็ตตอนสามทุ่มครึ่ง
มีแม่ พ่อ เจ็กก๊าไปส่ง
วันนั้นแอบเซ็ง เพราะอดดูจำเลยรักตอนอวสาน
แต่ตอนนั่งรอขึ้นเครื่อง สาวๆการท่าเปิดทีวีดูกัน เลยได้ดูไปสองตอน
กำลังมันทีเดียวเค้าก็เรียกขึ้นเครื่องซะงั้น ว้า
แต่แล้ว เราก็ขำออกมาได้ เพราะแม้จะไม่ได้ดูคุณหริษในจอแก้ว
แต่คุณหริษเป็นคนขับเครื่องบินพาเราไปถึงสุวรรณภูมิเลยนะจะบอกให้
ไม่ได้โม้นะเนี่ย กัปตันชื่อหริษจริงๆ
ถึงสุวรรณ เราก็หม่ำเส้นหมี่ลูกชิ้นหมูที่แพงที่สุดในโลก กะน้ำเปล่าขวดที่แพงที่สุดเหมือนกัน  (150+40)
แล้วก็เดินดูของ ไม่มีไรน่าซื้อเรย เลยไปนั่งรอขึ้นเครื่องดีกว่า
คิดว่าโชคดีนะ ที่เลือกบินรอบดึก เพราะลูกทัวร์จีนคงหมดแรงเม้า
แต่ละคนหลับเป็นตาย คิดดูดิ ถ้าเค้าตื่นกันทั้งลำแล้วเม้ากันอ่ะ โลกคงจะไม่สงบแน่ๆ
ไม่เข้าใจเรย ทำไมต้องคุยกันเสียงดังฟะ นั่งติดกันแท้ๆ
 
เรามาถึงปักกิ่งเช้าตรู่วันอังคารที่ 19 อากาศตอนนั้นก็หนาวๆ แต่โอเคนะ
มีเพื่อนของอาเจ๊กมารับ ชื่อชาร์ลี หรือ อาลู่ ใจดีทีเดียว
เค้าก็พามาส่งที่หอ ขนของให้เสร็จสรรพ (สบายจัง)
ฮีบอกว่า ถ้ามีเบอร์เมื่อไหร่ให้บอก เดี๋ยวฮีจะพาไปกินข้าวที่บ้าน อิอิ ลาภปากอีกแล้ว (จาผอมม้าย)
ชีวิตวันแรก ออกแนวงงๆ รูมเมทก็ดูงงๆ ทีแรกคิดว่าจะเป็นพวกเงียบๆ เพิ่งมารู้ว่า ตอนเราไปถึงชีเพื่งตื่น
มาถึงเราก็จัดของ แล้วก็นอน ไม่รู้สึกหิวเท่าไหร่ เพราะกินจากบนเครื่องมาเต็มที่
แต่อารมณ์ตอนนั้นก็หวิวๆนะ มองไปทางไหนเค้าก็อยู่กันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ส่วนเราโดดเดี่ยว (ผู้น่ารัก คิค)
จนตอนบ่ายก็ออกไปสำรวจรอบๆแคมปัส เดินออกไปซื้อของที่ซุปเปอร์ใกล้ๆ
เสร็จแล้วกลับมานอนต่อ ตื่นมากกินกล้วยไปหนึ่งลูก (ผอมแน่ๆ)
 
วันที่ยี่สิบ
ได้เวลาไปลงทะเบียน เจอพี่คนไทยใจดีแล้ว เย่
เลยรู้ว่าต้องซื้อซิมการ์ดที่ไหนยังไง ไปติดต่ออินเตอร์เนตยังไง อุ่นใจชึ้นมาอีกนิด
ความยุ่งยากอยู่ที่ตอนไปจ่ายค่าเทอม มันดันรับแต่เงินดอลลาร์กะหยวน
ฮ่วย แล้วบอกว่าจ่ายด้วยปอนด์ได้ทำไมฟะ
สรุป ต้องไปจ่ายที่ธนาคาร ซึ่งต่อคิวรอแค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง
ระบบที่นี่มันช้าๆยังไงก็ไม่รู้ น้องคนไทยบอกว่า ไปเปิดบัญชีมา สามชั่วโมงถึงจะเสร็จ แม่เจ้า
จ่ายเงินเรียบร้อย ก็ต้องเดินไปอีกตึกเพื่อนัดเวลาสอบวัดระดับ
ตอนเย็นกินมาม่า วันนี้เรามีถ้วย ช้อน ส้อมแร้น
 
วันที่ยี่สิบเอ็ด
ว่างค่ะ ก็เลยไปติดต่ออินเตอร์เนต กว่าจะได้ หืดขึ้นคอ คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องนิ
ไม่มีใครผิด เพราะเค้าก็พูดอังกฤษไม่ค่อยได้ เราก็พูดจีนไม่ได้ ฟังได้แค่ 0.00001%
ตอนเย็นไปกินข้าวร้านจีนที่อยู่หลังหอพัก ของเรียกว่าร้านสุดคุ้มละกันนะ
 
วันที่ยี่สิบสอง
ตื่นแต่เช้าเพื่อไปสอบวัดระดับ
สอบทำไมก็ไม่รู้ เสียเวลานอนอิ๊บอ๋ายเลยว่ะ คิดว่า จากร้อยสามสิบข้อ น่าจะได้สักสองข้อนะ
คนที่นั่งข้างๆเป็นสาวอินโด เอ๋อพอกัน เราก็เลยได้เพื่อนเพิ่มมาอีกคน
ตอนเที่ยงมหาลัยจัดการพาไปทำเรื่องลงทะเบียนสุขภาพเพื่อทำให้วีซ่าของเราเป็นแบบมัลติพิลหนึ่งปี
คราวนี้เราทำเนียนไปกะกลุ่มน้องอินโด อืมมมม อินโดที่นี่ดูนิสัยดีนะ ไม่เห็นเหมือนอินโดแอสตันเลยอ่ะ
ตอนเย็นไปกินข้าวที่ร้านสุดคุ้มอีกรอบ
 
วันนี้ ยี่สิบสาม
ว่างอีกหนึ่งวัน ไปกินชาบูที่ว่า
ของเค้าอลังจริงๆอ่ะ เราจะมีหม้อไฟส่วนตัวคนละหม้อเลยนะ
แล้วร้านอาหารที่นี่จะมีน้ำชาบริการฟรี แต่ที่รร้านชาบู เป็นชาอะไรไม่รู้ เค้าว่าเหมือนน้ำบ๊วยมากกว่า
หรือชามะนาวหว่า เด๋วต้องไปชิมใหม่ อิอิ
ส่วนชีวิตเย็นนี้จะเป็นไง ต้องติดตามตอนต่อไปนะจ๊ะ
 
ชีวิตโดยรวมจัดว่าราบรื่นดี ถ้าไม่นับสองวันแรกที่งงๆ เพราะพูดจากันไม่ค่อยรู้เรื่อง
คิดว่าคิดไม่ผิดนะ ที่เลือกพักห้องคู่ เพราะอยู่คนเดียว ตอนนี้ก็คงยังไม่มีเพื่อน
เจอคนไทยบ้างแล้ว แต่ยังไม่สนิท เค้ามากันเป็นกลุ่มผ่านโอซีเอ
วันจันทร์หน้าจะเปิดเรียนแล้ว คงมีเพื่อนเยอะขึ้น
 
 
 
4月14日

บล๊อกบูด


เนื่องจากชั่วระยะเวลาที่ผ่านมา เรากำลังเห่อบล๊อกใหม่ที่มัลติพลาย บล๊อกนี้ก็เลยร้างๆ ไป  ที่บ้านหลังใหม่ เราก็ได้พบกะเพื่อนใหม่ แต่ยังไงๆ ก็ยังคิดถึงเพื่อนบ้านที่นี่เสมอนะ ใครอยากรู้เรื่องราวที่บ้านนู้น ก็ไปเยี่ยมกันได้ที่ http://oysita.multiply.com นะจ๊ะ

สิบวันที่ผ่านมา เราไปเที่ยวมาอีกแล้ว หลังจากที่สอบเสร็จ ผลสอบจะเป็นไงไม่รู้ ต้องมานั่งลุ้นผ่านกันอีกรอบ สาาาธุ ส่วนที่ไปเที่ยวมานั้น อดใจรอกันหน่อย ว่างเมื่อไหร่จะอัพเดทรูปให้ดูนะจ๊ะ
2月7日

ว่าด้วยเรื่องของการ "นอน"

 
Narcolepsy เป็นชื่อของโรคชนิดหนึ่ง ในภาษาไทยเรียกว่า โรคเหงาหลับ โรคง่วงหลับ
อยู่ๆ ก็พูดถึงเรื่องนี้ ก็เพราะว่า ตั้งแต่เปิดปีใหม่มาเนี่ย เป็นไรก็ไม่รู้ ง่วงเหงาหาวหนอนได้ทั้งวัน
เข้าห้องเลคเชอร์ปุ๊บ ง่วงปั๊บ นั่งหลับ จนแป้งมันเม้าธ์เก้อไปหลายรอบ
จะว่านอนไม่พอ ก็ไม่เชิง แต่ก็นอนเช้าตื่นเที่ยงมาตั้งแต่ก่อนสอบแล้วล่ะ
รู้หล่ะ ว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพ แต่ยังไงก็ไม่รู้ สงสัยจะแพ้กลางคืน (วิ้ววว)
 
ก็ว่าจะปรับพฤติกรรมการนอนให้มันปกตินะ แต่ก็ทำไม่ได้สักที
ก็แหม เรียนตั้งบ่ายแน่ะ เราก็นอนตื่นสายได้ไง
แล้วตอนกลางคืนทำอะไรนะเหรอ อิอิ ไร้สาระที่สุด
กิน เม้าธ์แตก ดูซีรี่ส์เกาหลี แต่ช่วงนี้น่ะ การบ้านเริ่มเยอะ
เริ่มสำนึกแล้วว่าเราต้องขยันขึ้นกว่าเดิม ไม่งั้นก็จะมีจุดจบอย่างเทอมก่อน
แต่ก็นะ อ่านหนังสือทีไร มันเหมือนเป็นมนต์ที่สะกดให้หนังตาของเราปิด
ไม่เข้าใจอย่างแรง 
สรุปว่า อ่านไปได้ไม่เท่าไหร่ ก็...หลับ
 
ตั้งแต่เปิดเทอม ถ้ามีเวลาว่างเมื่อไหร่ ก็ต้องล้มตัวลงนอน
ไม่ว่าจะเป็นพักเที่ยง พักเบรค หรือแม้แต่ระหว่างฟังบรรยาย - -"
ง่วงอย่างไร้เหตุผล ชักจะสงสัยแล้วล่ะว่าจะเป็นโรคที่มีชื่อประหลาดๆ นี่รึป่าว
อิอิอิ นอนเท่าไหร่ ก็ยังไม่พอออออออ
 
ว่าแล้วก็มาบ่นเรื่องเรียนดีกว่า
เทอมนี้น่ะ วิชาที่เรียน ฟังแค่ชื่อมันก็ดูดีหรอกนะ แต่พอเรียนจริงๆ ฮ่วย อะไรก็ไม่รู้
อาจารย์ก็สอนแบบพูดไปตามสไลด์ แล้วที่เลวร้ายสุดๆ คือ มี tutorial ทุกวิชาท้ายคาบ
tutorial คืออะไร มันก็คือ ชั่วโมงที่ให้เราเข้าทำงานกลุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทางภาคจัดมาให้
กลุ่มนี้จะอยู่ร่วมกันจนวันตาย เอ๊ย วันเรียนจบ
ในชั่วโมงติวเนี่ย เราก็ต้องทำ case study ตอบปัญหา พรีเซนต์งาน (น่าเบื่อที่สุด)
แถมงานกลุ่มบางอันก็ไม่มีคะแนน ทำให้นักเรียนขาดแรงจูงใจในการทำงานอย่างยิ่ง
แต่ก็ต้องทำๆ ไปนะ
 
ป.ล. อาทิตย์ที่ 11 นี้จะมีงานสามัคคีเกมส์ เป็นการรวมตัวของเหล่านักเรียนไทยในแดนผู้ดี
งานนี้เพื่อนๆ เราหลายคนก็ลงแข่งกีฬาด้วย ฮัทจะตีแบด อาร์ทก็เล่นหมากรุก
ส่วนน้องโอ๊ดน่ะ ชวนเราไปเล่นแชร์บอล แล้วอ้วนๆ อย่างฉันจะวิ่งไหวมั้ยเนี่ย
เพราะงั้น งานนี้เราควรจะอยู่เฉยๆ และไปเหล่หนุ่มๆ ดีกว่ามะ
 
 
1月25日

ปีใหม่ อะไรๆก็ไม่เหมือนปีเก่า

ผ่านพ้นปีใหม่มาเกือบเดือนแล้ว
วันเกิดก็ผ่านไปอีกปี
เปิดเทอมมาสองอาทิตย์แล้วด้วย
อะไร ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
จากที่ได้ท่องเที่ยวอย่างสนุกสนาน
ก็ต้องมานั่งเรียน
กะอีแค่เรียนเนี่ย ไม่เท่าไหร่หรอก
แต่เทอมนี้มันจะมีงาน syndicate group มากมายเกินไปแล้วนะ
ทุกวิชาเลย เค้าเบื่อมาก
กลุ่มเค้าก็จะฟิตไปไหนเนี่ย เปิดเทอมปุ๊บ นัดปั๊บ
 
ต้องเริ่มลุยดิสเซอร์แล้วด้วย
พรุ่งนี้จะไปพบอาจารย์ที่ปรึกษาล่ะ เป็นแรงใจให้เค้าด้วยนะ
กลัวพูดกะอาจารย์ไม่รู้เรื่อง
 
วันนี้เพลียๆ โดดเรียนเลย เพราะว่าท้องเสีย
แป้งทำโจ๊กมาให้กิน ฮัทซื้อสไปรท์มาให้
ตอนเย็นแป้งทำปลาแซลมอนทอดเกลือด้วย เหมือนฟูจิเลยล่ะ
ส่วนน้องโอ๊ดก็ไปช่วยลงเวลานัดอาจารย์มาให้
ขอบคุณนะทุกคน
 
ว่าจะเล่าเรื่องไปเที่ยวเมื่อตอนปิดเทอม
แต่ยังคิดอะไรไม่ออก
ดูรูปไปละกัน
เพิ่งจะทยอยเอาลงเอง มันขี้เกียจน่ะ
เพราะไปเที่ยวคราวนี้อากาศแย่มาก รูปก็สีหม่นๆ หมองๆ
 
ชีวิตเกือบสามอาทิตย์ในฝรั่งเศส ดีมากมาย ไม่เหนื่อยเท่าไหร่ด้วย
เที่ยวกันชิลๆ
แม้จะเกือบตกรถไฟ ต้องลากกระเป๋าเดินหาที่พัก
แต่พอได้เที่ยว อะไรๆก็ดูดีไปหมด
เริ่มต้นทริปจากเมืองตูลุส เพื่อไปหาเจ้าถิ่นให้เค้านำเที่ยวไง
จากนั้นก็ไปปารีสสามวันเพื่อจะเดินทางต่อไปสตาส์บวร์ก
อยู่ที่นั้นอีกสามวันก็กลับมาปารีส
เห็นปารีสจนเบื่อเลยล่ะ อิอิ
 
แล้วจะเอารูปที่เหลือมาลงอีกนะจ๊ะ ตอนนี้ดูๆเท่าที่มีไปก่อนละกัน
 

 
12月13日

one night in Bath

 
กลับมาแล้วเด้อ กลับมาแล้ว
หลังกจากหายไปร่วมเดือน ตอนนี้เราก็มีข่าวสารมาอัพเดทมากมาย
ประเดิมด้วยการบ่นก่อนนะคะ ตามระเบียบ
ช่วงที่หายไปก็ไม่ได้ไปไหนไกลค่ะ
ยังคงหมกตัวอยู่ในแอสตันหรรษาแห่งนี้
แต่มันเป็นช่วงส่งงานและสอบนั่นเอง
ทุกคนดูจะยุ่งและมีเรื่องราวที่ต้องจัดการ
การสอบผ่านพ้นไปอย่างทุกลักทุเล
เราเองก็สอบสามวิชา
คาดว่า ลุ้นตก 1 ลุ้นผ่าน 1 ผ่าน 1
แรกๆเครียดมากมายว่า ถ้าตกแล้วจะทำไง
แต่ตอนนี้ไม่เครียดแล้วค่า ตกก็ซ่อม ช่างมัน (ซะงั้นอ่ะ)
เรามาคิดเรื่องเที่ยวดีกว่า
 
หลังจากสอบเสร็จ เราก็ได้เวลาปลดปล่อย
แอกที่สวมมานานก็ได้รับการถอดออกสักที
อันที่จริงเด็กมาร์เกตอย่างเราสอบเสร็จตั้งตะวันพุธแล้ว
ดังนั้นวันพุธเย็นๆ เราเลยทำตัวเป็นแม่ศรีเรือน
ยังไงนะหรอ
ก็มาเตรียมกับข้าวกับปลาให้น้องโอ๊ดกะฮัทกินไง
แบบว่าเก็บกด กินมาม่า ไส้กรอก ไข่ อะไรพวกนี้มาหลายมื้อแล้ว
(ออกจะเวอร์ไปสักหน่อย เพราะที่จริงก็ไม่ได้รันทดขนาดนั้น)
จากนั้นวันพะหัส รอน้องโอ๊ดกะฮัทสอบเสร็จ น้องโอ๊ดก็ไปชอปปิ้ง
ซื้อของกลับเมืองไทย
นี่น้า เพื่อนๆกลับไทยไปตั้งหลายคน น่าอิจฉามั่กๆ
แป้งน่ะ สอบเสร็จปุ๊บก็ไปเลย ไม่เจอหน้าค่าตา
แอนก็กลับ
แล้วก็ยังมีอีกหลายๆคนที่แยกย้ายกันไปเที่ยวและกลับไทยเช่นกัน
ตอนนี้แอสตันไฮโซจึงค่อนข้างเงียบเหงา
 
เพราะฉะนั้น เราก็ต้องหาทางออกให้ตัวเองสิคะ
แต่กว่าแผนการท่องเที่ยวทั้งหมดจะลงตัวนั้น
เราก็คิดแล้ว คิดอีก คิดแล้ว คิดอีก
มันมีปัจจัยและอะไรอีกหลายๆอย่างที่ทำให้ไม่ลงตัวสักที
เรื่องไปเที่ยวจะเป็นไงนั้น ไว้ไปเที่ยวให้เสร็จก่อนค่อยกลับมาเล่านะ
 
ระหว่างรอไปเที่ยว เราก็มีทริปเล็กๆ
เหตุเกิดจาก เพื่อนของฮัทจะรับปริญญาที่ Bath
เราก็เลยเนียนๆ มั่วนิ่มเกาะเค้าไปล่ะ
วันจันทร์ที่ 11 เราตื่นแต่เช้าเพื่อไปขึ้นรถไฟรอบเก้าโมงกว่าๆ
ไปถึงที่หมายประมาณเที่ยง ก็มีเพื่อนซึ่งเป็นเจ้าถิ่นมารับ
อากาศวันนั้นไม่ค่อยปลอดโปร่งนัก เนื่องจากฝนตก
แต่เราก็ไม่เห็นว่ามันเป็นอุปสรรค
เดินๆๆๆๆ มันเข้าไป เค้ามีอะไรให้ดูให้ชม เราก็ต้องไป
เมือง Bath นี้ มีมหาวิทยาลัยขึ้นชื่อ คาดว่าคนไทยหลายๆคนรู้จักกันดี
นอกจากนี้ก็จะมี Roman Bath ซึ่งเป็นบ่อน้ำร้อนเขียวๆ
อายุยาวนานนับแต่สมัยโรมมันอะไรสักอย่าง (จำประวัติไม่ได้)
ดูรูปเอาละกันนะคะ
 
จากนั้นก็เดินรอบเมือง เดินเลียบแม่น้ำ
แล้วก็ โอ้เย่ ได้เวลากินค่ะ
ร้านที่ไปกินนั้นเป็นร้านน้ำชาเล็กๆ มีแซนด์วิชแสนอร่อย
นอกจากนี้ที่ขึ้นชื่อสุดๆก้คือขนมปังโฮมเมดและแยมสตอเบอรี่
มันอร่อยมากค่ะ กินซะจุกเลย (ตะกละสุดๆ)
 
เที่ยวกันเสร็จก็เอาข้าวของไปเก็บ
ตอนเย็น เราก็ไปเนียนๆร่วม dinner กะเหล่ามหาบัณฑิต
ประดุจว่าเราเรียนที่เมืองนี้กะเค้าด้วย
อาหารมื้อเย็นก็อร่อยอีกแล้วค่ะ (จะผอมได้มะ)
 
ส่วนวันอังคาร เราก็ตื่นกันแต่เช้าอีกเช่นกันเพื่อที่จะไปร่วมพิธีรับปริญญา
เนียนอีกรอบ เราก็ได้เข้าไปนั่งในห้องพิธีการด้วยนะคะ
พิธีของที่นี่ เรียบง่าย ดูอบอุ่น ไม่ยิ่งใหญ่เหมือนบ้านเราหรอกค่ะ
เค้าแบ่งรับกันตามคณะเป็นรอบๆ รอบละประมาณชั่วโมงครึ่ง
รวดเร็วทันใจ ยังไม่ทันหลับสัปหงกก็เสร็จเรียบร้อย
เหล่ามหาบัณฑิตก็ชักขบวนออกไปถ่ายรูปกันได้ตามอัธยาศัย
แม้บรรยากาศจะไม่อลังการงานช้างเท่าบ้านเรา แต่มันก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบนะคะ
คิดๆแล้ว ถ้ามีโอกาสก็อยากกลับมารับปริญญาเหมือนกันนะเนี่ย
 
หลังจากชักภาพกันเรียบร้อย ก็ต้องไปเติมพลังกันค่ะ
อร่อยอีกแระ ร้านที่ไปกินเป็นอาหารจีนสไตล์กวางตุ้งค่ะ
เราฟาดข้าวผัดทะเลไป จืดนิดหน่อยแต่ก็ดี
ส่วนหมี่ผัดกะเป็ดย่างก็อร่อยค่ะ (อันนี้ขโมยชิมของเพื่อน)
แล้วเจ้าถิ่นก็พาเราไปลิ้มรสคุ้กกี้แสนอร่อย ของร้าน Ben's Cookies
มันเป็นคุกกี้นิ่มๆ เยิ้มๆค่ะ ถูกใจมากมาย
 
และแล้ว เวลาอันแสนสุขอีกวันก็ผ่านพ้นไป
ห้าโมงเย็นได้เลิกงามยามดี
เราก็ขึ้นรถไฟเพื่อกลับมาซบอกเหี่ยวๆของแอสตัน
 
...ทำไมที่ไหนๆ ก็สวยกว่าที่นี่ก็ไม่รู้สินะ...
ทุกครั้งที่ได้ไปเที่ยวต่างถิ่น พวกเราจะเห็นพ้องกันว่า
มันสวยมาก ไม่เห็นเหมือนที่นี่เลย
เพราะฉะนั้น ขอแนะนำนะคะ
ใครที่จะมาเรียนต่อเมืองผู้ดีเนี่ย กรุณาศึกษาทัศนียภาพของเมืองด้วย
การที่ได้อยู่เมืองสวยๆ บรรยกาศดีๆเนี่ย มันทำให้เราอิ่มใจเหมือนกันนะคะ
ยังดีที่เมืองนี้มันสะดวกสบาย มีทุกอย่างเลย
และที่สำคัญ มีเพื่อนดีๆด้วยค่ะ
 
ชีวิตที่ผ่านไปห้าเดือนกว่าๆนี้ มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย (แต่ขี้เกียจเล่า)
สรุปสั้นๆเลยว่า เพื่อนคือปัจจัยสำคัญสำหรับการที่ต้องมามีชีวิตอยู่แบบนี้จริงๆ
อย่าคิดว่า เราจะอยู่ตัวคนเดียวได้โดยไม่ต้องมีสังคม
มันไม่จริงหรอกค่ะ
ยังไงๆ มนุษย์ก็เป็นสัตว์สังคมละนะ
 
ง่วงแระ ไปดีกว่า บล๊อกวันนี้ยาวจังเนอะ
 
 
 
 
 
 
11月19日

"Deutscher Markt"- German Market


วันนี้เป็นวันแสนสุขใจ
เพราะอะไรนะเหรอคะ
เพราะเราได้ทำในสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข
อันดับแรก เราได้ไปตีแบด ออกกำลังกาย
จากนั้นเราก็ได้ไปเดินเที่ยวเล่นในเมือง
พร้อมกะหาของอร่อย ๆ กิน

นี่ๆ
อย่างเพิ่งมาว่ากันนะว่าพูดแต่เรื่องกิน
ก็พูดเรื่องนี้แล้วมันมีความสุขจริง ๆ นี่นา
ช่วงนี้ที่จตุรัสกลางเมืองเบอร์มิงแฮม
กำลังมีเทศกาลตลาดนัดเยอรมัน
ไม่รู้ที่มาที่ไปเหมือนกัน
แต่เอาเป็นว่า มีของมาขายมากมาย
พร้อมทั้งอาหารประจำชาติชาวดอย
ทั้งขาหมู ไส้กรอก เบียร์ และไวน์ร้อน ๆ
อิ่มหนำสำราญใจเป็นที่สุด

ลองดูรูปกันได้นะคะ
เห็นมั้ย หน้าตาแต่ละคนออกจะมีความสุข
ความสุขเล็ก ๆ น้อยๆ ก่อนสอบไงคะ
11月14日

ใบไม้ สายลม

 
อีกหนึ่งเดือนที่ผ่านไป ชีวิตก็ยังชิล ๆ ไม่เสื่อมคลาย สมกับเป็นแมวขี้เกียจ
(เพื่อน ๆ เค้าหาว่าหน้าเหมือนแมว เหมือนจริงหรอ)
นอนเช้า ตื่นเที่ยงทุกวี่ทุกวัน อย่าคิดนะคะ ว่าขยันหรืออะไร
ส่วนมากชีวิตหมดไปกับสิ่งอันไร้สาระทั้งนั้น
แต่เอ๊ะ ได้ข่าวว่า อีกสามอาทิตย์จะสอบแล้วนี่
แล้วมันจะผ่านมั้ยละ proposal ก็ต้องเขียนส่ง
อะไรกันนี่ชีวิต...

    มิตรรักแฟนเพลงคะ ขอบอกเลยนะคะ ขอบอกจากใจจริงว่า
    ถ้าท่านดำริจะมาร่ำเรียนต่างบ้านต่างเมือง
    กรุณาแบบว่าคิดดี ๆ แล้วก็ตัดสินใจดี ๆ
    เรียนในสิ่งที่รักและถนัดจะถือว่าเป็นสิ่งที่ประเสิรฐ และนำพาไปสู่ความสงบสุข
    ไม่ต้องมานั่งเครียด และวิตกจริต และลนลานไปวัน ๆ

แต่ในวังวนแห่งความเหนื่อยยากลำบากแสนนี้
เราก็ได้ค้นพบสิ่งดี ๆ หลาย ๆ อย่าง
เราได้เจอเพื่อนที่ดี ซึ่งนับว่าเป็นอะไรที่ช่วยทำให้เรารู้สึกดีขึ้นจริงๆ
เราช่วยกันโง่และฉลาดในหลาย ๆ เรื่อง อิอิ
อย่างเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา พวกเราก็พร้อมใจกันไปหาสาระ(บันเทิง)
เนื่องมาจากเป็นวันเกิดแป้ง ก็เลยไปหาไรแปลกใหม่กินกัน
สุดท้ายก็ลงเอยที่ร้านอาหารแมกซิกัน
มีสเต็กมากมายหลายแบบให้เลือก อร่อยใช้ได้ แต่เนื้อออกจะเหนียวไปสักนิด
เมื่อยกรามไปตาม ๆ กัน แต่ก็สนุกดี
แต่ยังไง ๆ เราก็เทใจให้ร้านอาหารฝรั่งเศสคราวก่อนมากกว่า อิอิ
จากนั้นเราก็กลับมาเป่าเค้กวันเกิดตอนหลังเที่ยงคืน ซึ่งเป็นวันเกิดจริง ๆ
แล้วก็นั่งเล่นนั้งเม้า นินทาผู้คนทั่วไปและไม่ทั่วไปกันอย่างสนุกสนาน
และลงท้ายด้วยการนั่งจิกกัดกันเองอย่างเมามันตามประสา
มีความสุขที่สุด

นี่แหละ เรื่องที่จะมาอัพเดท
ชีวิตก็งง ๆ ไปเรื่อยเปื่อย
ขึ้นต้นมาเหมือนมีสาระ แต่ก็ลงท้ายด้วยเรื่องกินอีกแระ

ป.ล. เปลี่ยนสีสเปซให้เข้ากะฤดูใบไม้ร่วงซะหน่อยนะ ตอนนี้มันร่วงหมดไปหลายต้นแล้วอ่ะ
       หนาวไม่กลัว กลัวลม วันนี้มันพัดกันจนตัวฉันจะปลิวเลย

 
10月9日

จะเที่ยงคืนแล้ว

และแล้วปรากฎการณ์ใหม่ก็เกิดขึ้นกับชีวิตอ้วนๆของเรา
ตอนนี้จะเที่ยงคืนแล้ว
ถ้าเป็นตะก่อนคงนั่งเล่น แชต นอนดูทีวี โอ๊ย แสนจะชิลๆ
แต่มาวันนี้นะเหรอ
หมูอ้วนขยันค่ะ ลุกขึ้นมาอ่านตำราก่อนเข้าเรียน
แม่เจ้า ตั้งแต่ลืมตาดูโลกมาไม่เคยทำไรเยี่ยงนี้เรยยย
ความรู้สึกนั้นเกินจะบรรยายเสียจริง
ตอนนี้มันอ่านจนตาลายแล้วไงคะ
เลยเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งบ่นๆๆๆๆ (อย่าเพิ่งว่าเค้าอู้ล่ะ)
เข้าใจอารมณ์เด็ก ป โท แล้วค่า 
 
ที่บอกไว้ว่าจะมาเล่าเรื่องไปเที่ยวน่ะ
ทำยังไงๆ ก็ไม่มีอารมณ์จะเล่าสักที
เพราะงั้น ลืมมันไปซะ อิอิ

วันนี้ไปทำไฮโซดินเนอร์อาหารฝรั่งเศสมาด้วยล่ะ
อร่อยมั่กๆ คุ้มค่าแก่การลงทุน
เหตุเกิดจากมีเพื่อนของเพื่อนมาเยี่ยมเยียน
พวกเราเลยดำริจะกินไรแปลกๆกันซะหน่อย
มันอร่อยจริงๆค่ะ อยากไปทำงานพาร์ทไทม์ร้านนี้จัง

ตอนนี้แสนสบายใจ  มันโล่งโปร่งสบายไปหมด
รู้สึกว่า ถึงจะต้องเรียนหนักก็ไม่หวั่นแล้วล่ะ
ไปอ่านหนังสือต่อล่ะนะมิตรรักแฟนเพลง
แล้วพบกันใหม่เร็วๆนี้ค่ะ
9月28日

ดึกแล้ว

ดึกแล้ว ข่มตานอนแต่หัวใจรุมเร้า
ออกมายืนหาดาวช่วยปลอบใจ
ดึกแล้ววุ่นใหญ่ใจร้อนรน

ไม่ช่ายแระ ไม่ใช่อารมณ์นี้ซะหน่อย
แต่ดึกแล้วจริงๆ
เพิ่งแชตกะแอมไป คิดถึงแอมมากมาย
อยากจะอัพเรื่องที่ไปเที่ยว
แต่อยากนอนแล้วล่ะ
พรุ่งนี้ต้องเข้า enrollment แต่เช้าเลย
จะได้ตารางเรียนแล้วน้า
ชีวิตไม่ใช่ของเล่นอีกต่อไป

จารอดมั้ยเนี่ย
องค์ลงเมื่อไหร่จะมาเขียนเรื่องทริปละกันนะ
9月18日

ในที่สุด

ในที่สุดฉันก็เอาเพลงนี้มาลงใน blog ได้
พยายามหาลิงค์เท่าไหร่ก็ไม่มี
สุดท้าย ก็นึกได้ว่า www.filelodge.com ช่วยเราได้
หลังจากที่มันเดี๊ยงไปนาน
ดีใจจังเล้ยยย

ตอนนี้กำลังอ่านไดของพี่ปอย portrait อยู่
มีรุ่นน้องคนนึงบอกให้อ่าน
คือที่จริงเราเป็นสมาคมคนรักพี่บอย ตรัยอยู่
เดี๋ยวนะ เล่าใหม่
วันนี้
คุณน้องปุ้ยมาอวดปากซี้ปากสั่นเลยว่า
ได้ไปดูคอนเสิร์ตเปิดตัวอะไรสักอย่างจองฮอนด้ามา
แล้วพี่บอยไปร้องเพลง แล้วมันก็ได้คุยกะพี่บอยด้วย
จากนั้น เราก็คุยกะน้องโบ
น้องโบบอกว่า ตอนนี้ติดตามไดของพี่ปอย portrait อยู่
เราก็เลยลองอ่านบ้าง น่ารักดี
เพลง คนแปลกหน้า
ที่อุตส่าห์เอามาลงใน blog จนได้น่ะ
ก็แต่งโดยพี่บอยหล่ะ อิอิ
พี่คนนี้เค้าแต่งเพลงดีจริงๆ นะคะ ลองฟังกันดูสิคะ
เนื้อเพลง ทำนอง ดนตรี เสียงร้อง มันผสานกันอย่างลงตัว
T_T เศร้าดีมั้ยคะ ...คนแปลกหน้า

ป.ล. ขึ้นเช้าวันใหม่แล้ว ยังไม่หลับไม่นอน
กระเป๋าก็ยังไม่ได้จัด พรุ่งนี้จะไปสกอตแลนด์แล้ว ยู้ฮู้วววว
ไปกันสามคนเหมือนเดิม แล้วจะกลับมาเล่าให้ฟังนะจ๊ะ
9月6日

แสนเหนื่อย

ใกล้แล้ว pre-sessional course ใกล้จะจบแล้ว แต่นั่นก็ไม่ใช่ข่าวดีซะทีเดียว เพราะเราต้องทำ final project  มันเหนื่อยเจงๆๆ ต้องทีรีพอร์ตอ่ะ เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ ไม่เคยทำเรยยย แล้วเนี่ยถ้าเปิดเทอมจริงจะเรียนได้มั้ยฟะ เป็นเวรเป็นกรรมของเด็กบ้านนอกในเมืองนอกทีเดียวเชียวแหละค่ะ

ชีวิตก็ยังคงเรื่อยๆ ยังไม่มีไรน่าตื่นเต้น  นอกจากการได้เที่ยว (เนี่ยนะคะคือสิ่งที่ทำให้มีกำลังใจในการเรียน) ถ้าใครติดตามสเปซก็คงเห็นแล้วใช่มะ ว่าไปเที่ยวไหนมาบ้าง ตอนนี้เป็นช่วงเก็บเกี่ยว เพราะเค้าว่ากันว่าเปิดเทอมมาแล้วจะไม่มีเวลาไปไหนทั้งนั้น นอกจากห้องเรียน ห้องสมุด และห้องนอน แต่เราขอเพิ่มห้องครัวอีกห้องละกันนะ มันเป็นเรือนตายของข้าเจ้าเอง อิอิ

หลังจบคอร์สอันน่าเบื่อนี้ เราก็จะมีเวลาว่างอีกหนึ่งอาทิตย์ ไม่ต้องถามนะคะว่าจะทำอะไร เที่ยวแน่นอนอยู่แล้ว ทีแรกดำริจะไปเที่ยวสวิสเซอร์แลนด์ (ดินแดนในฝันของฉัน)  เพราะเป็นประเทศเดียวในยุโรปที่นักเรียนแดนผู้ดีอย่างเราๆ สามารถเข้าไปได้เลยโดยไม่ต้องทำวีซ่าเชงก้ง เชงเก้น ที่ใช้เวลาแสนจะนานทรมาณจายยย แต่ด้วยเวลาอันน้อยนิด และไม่มีใครมีข้อมูลทั้งการเดินทาง และการท่องเที่ยว และที่พัก เราจึงระงับทริปนี้ไปโดยปริยาย จากสวิสจึงน่าจะเหลือแค่สก๊อต เอาวะ ไปชิมวิสกี้เมืองไฮแลนด์ดูซักทีก็ได้ ไม่ง้อหรอก (อย่าให้ล่มอีกก็แล้วกัน)

พอแระ หายเครียดแระ กลับไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงต่อ นั่งหน้าดำทำรีพอร์ตต่อไปนะไอ้หมู เอ๊ย ไอ้หนู
7月14日

ล่วงเข้าสู่วันที่ 6

ยู้ฮู โย่ๆ

มาอัพเดทชีวิตนักเรียนนอกกันหน่อยนะคะ
ตอนนี้สุโขสโมสรดีค่ะ เรียนๆ เล่นๆ เพิ่งเปิดเรียนมาได้แค่สามวันเอง เพื่อนๆที่นี่ก็อบอุ่นค่ะ บางทียังนึกว่าอยู่ไทเปรึป่าว คือมันมีเด็กไต้หวันมาเรียนตั้งยี่สิบกว่าคนเห็นจะได้ มากมายมหาศาล พี่ไทยเราก็ใช่ย่อย มากันสิบกว่าคน เฮฮาปาจิงโกะอยู่แล้วค่ะ ไทยเราไม่เคยเศร้าอยู่แล้ว

ส่วนเรื่องที่พัก หอนี้ก็ดีนะคะ เค้าแบ่งตึกออกเป็น block แต่ละ block มีประมาณ 10 ห้อง ก็มีห้องน้ำในตัว (เรื่องราคาไม่ต้องถาม ละไว้ในฐานที่เข้าใจ) แล้วก็ใช้ครัวร่วมกันค่ะ ตอนนี้วิมานน้อยของเราเพิ่งมีสามชีวิตเท่านั้น มันเลยดูว่างๆ

หลังจากหาเรื่องกินข้าวจีนหลายวันแล้ว วันนี้เลยเริ่มลงมือทำอาหาร แถ่น แทน แถ้นนน มาม่านั่นเอง แต่เป็นมาม่าคุณภาพนะคะ ใส่ผัก ไก่ ไข่ สารพัดเลย แต่จากรสต้มยำกลายเป็นต้มจืดซะงั้นเพราะกะน้ำไม่ถูกค่ะ คราวหน้าจะเอาใหม่

ที่จริงถ่ายรูปไว้ด้วย แต่ไม่ให้ดูหรอก หน้าตามันพิสดารเกินไป อิอิ

สรุปว่า สุขสบายดีนะคะ ตอนนี้มีเนตใช้แล้ว ใครออน msn บ่อยๆ เราคงได้เจอกันนะจ๊ะ ขอบคุณทุกคนที่มาคอมเม้นท์มากค่ะ ทุกครั้งที่ได้อ่านทำให้เรามีกำลังใจมากๆ เลยล่ะ

แล้วจะมาอัพเดทสถานการณ์เป็นระยะๆ นะคะ ตอนนี้ดูรูปวิวไปก่อนละกัน เดี๋ยววันเสาร์นี้จะทัวร์รอบเมืองล่ะ (เดินมากๆ เผื่อจะผอม)
7月5日

Next step of my life

ตอนนี้ล่วงเข้าสู่เช้าวันพุธที่ 5 กรกฎาคม แล้ว แต่ถือว่าเป็นกลางคืนนะ เป็นเวลาที่คนเราควรนอนหลับพักผ่อน นั่นสิ ทำไมไม่นอนเนี่ย มานั่งอยู่ทำไม

ก็มันแปลกๆอ่ะ ไม่ใช่ไม่ง่วง แต่ไม่อยากนอน คิดดีๆ มันอีกไม่ต่ำกว่า 1 ปีเลยนะที่จะได้กลับมานอนที่นี่อีกครั้ง...บ้านหลังที่เราอยู่มาจนโต อืม ลืมบอกว่าตอนนี้กลับมาที่ภูเก็ต และพรุ่งนี้ 10 โมงเช้าก็จะกลับไปกรุงเทพ ถามว่ากลัวมั้ยที่จะต้องเดินทางไปคนเดียว คำตอบคือไม่กล้ว และคิดว่าจะปรับตัวและใช้ชีวิตอยู่ที่นู่นได้ แต่กลัวสิ่งที่จะต้องเรียนมากกว่า มันกดดัน ไม่เหมือนตอนที่ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ตอนนั้น เรียนๆ เล่นๆ เที่ยวสนุก ไปฟรีอีกต่างหาก แต่คราวนี้เสียตังค์มากมาย แล้วต้องเอาปริญญามาให้ได้ด้วย ลึกๆ ก็หวั่นๆ ... คนเรามักจะกลัวในสิ่งที่ยังมาไม่ถึงใช่มั้ย

แผนการหลายๆ อย่างตลอดช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมานั้น พลิกเปลี่ยนไปตลอด ในที่สุด เราก็ตัดสินใจไปเรียนต่อที่อังกฤษ โอ้โห เมืองผู้ดี ที่ขึ้นชื่อว่าแพงนักหนาเลยนะเนี่ย ลังเลอยู่เป็นปี ไม่แน่ใจในสิ่งที่จะเรียนบ้าง ท้อใจบ้าง กล้วบ้าง เสียดายเงินบ้าง สารพัดที่จะคิดเลยหล่ะ แต่ด้วยกำลังใจจากพ่อ แม่ พี่ชายสุดเลิฟ มันก็ผลักดันให้เราก้าวต่อไป

สอบ IELTS สมัครเรียน รอจนมหาลัยตอบรับ ตัดสินใจว่าไปไปที่ไหน จ่ายเงิน ซื้อข้าวของ จองตั๋วเครื่องบิน ขอวีซ่า ทุกอย่างใช้เวลาและเงินไม่ใช่น้อยๆ เลย ... การศึกษาคือการลงทุนจริงๆ

เราลาออกจากงานสิ้นเดือนพฤษภาคม คิดว่า 1 เดือนก่อนกำหนดเดินทางจะได้กลับมาอยู่ที่บ้านอย่างอิ่มเอม แต่หลายอย่างที่ต้องทำมันทำให้เราต้องไร้สาระอยู่กรุงเทพเกือบทั้งเดือน เพื่อนๆ ที่รู้ข่าวคราวก็ถามอยู่เรื่องๆ คอยให้กำลังใจ อืม...ขอบใจมากนะ พี่ๆ ที่ออฟฟิศก็แสนจะน่ารัก เลี้ยงส่งกันไม่จบไม่สิ้น อิอิ เด๋วไปกินข้าว ไปร้องเกะ ไปเที่ยวเมืองกาญจน์ ซื้อของขวัญให้ (หม้อหุงข้าว กะกระเป๋ากิ๊บเก๋นั้นถูกใจมากค่ะพี่ แต๊งกิ๊วหลายๆ)

คืนนี้มีถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกรอบ 4 ทีมด้วยอ่ะ เยอรมนี-อิตาลี ว่าจะดู แต่คิดอีกที ไปนอนกลิ้งๆ บนเตียงดีกว่า พี่โออุตส่าห์เสียสละไปนอนเตียงเก่า ให้เรานอนเตียงใหม่ เดี๋ยวจะเสียเที่ยว

วันนี้ได้เจอเพื่อนด้วยค่ะ เป็นเพื่อนสมัย ม.ต้น ไม่ได้เจอกันมานานมาก จนเมื่อสงกรานต์ได้รวมตัว วันนี้ตอนเย็นไปที่คลินิก แล้วปิ๊กก็มารับไปที่บ้านปอนด์ ไปเยี่ยมคุณแม่คนใหม่ค่ะ ลูกชายของปอนด์น่ารักมาก หล่อเหลาเอาการ เห็นเพื่อนมีความสุขแล้วมีความสุขจังเลยค่ะ มันตื้นตัน จากนั้นปิ๊กก็ไปรับแอนที่บ้าน แล้วไปนั่งกินขนมปังกะโกโก้+นมถั่วเหลืองที่ร้าน โกปี๊ อร่อยดีค่ะ เพิ่งได้เจอแอนหลังจากที่ไม่ได้เจอกันมาหลายปี เพื่อนๆเปลี่ยนไปเยอะนะค แค่อัธยาศัยยังคงเดิม ทำให้เรารู้สึกดีมาก และอยากที่จะกลับมาอยู่ที่บ้านมากขึ้นอีกด้วย...ที่จริงหลายคนทั่วโลกปรารถนาที่จะมาอยู่ภูเก็ต เกาะสวรรค์เล็กๆแห่งนี้ แต่เรา ซึ่งเป็นคนที่นี่กลับไปดั้นด้นหางานทำในเมืองหลวงที่แสนวุ่นวาย เฮ่ออออ ชีวิต

เอาเป็นว่า เรียนจบกลับมาเมื่อไหร่จะลองดูนะคะว่าที่บ้านเรามีงานน่าสนใจอะไรให้ทำบ้าง ตื่นเต้นจังเลย เราจะได้กลับมาอยู่บ้านพร้อมหน้าพร้อมตากันเหมือนเมื่อ 15 ปีก่อนไงคะ พ่อ แม่ พี่โอ น้องออย

พรุ่งนี้จะเป็นยังไงไม่มีใครรู้ แต่ถ้าเราทำวันนี้ให้ดีที่สุด พรุ่งนี้ก็ย่อมจะดีไปด้วย

ป.ล. แอบเสียดายอยู่เรื่องนึงค่ะ คือถ้าเดินทางคืนวันศุกร์ที่จะถึงนี้ จะอดดูเรื่องอุ้มรักค่ะ ยังไงรบกวนมิตรรักแฟนเพลงอีเมลไปเล่าให้ฟังด้วยนะจ๊ะ จะเป็นพระคุณอย่างสูง (ไม่ค่อยบ้าเท่าไหร่เลยนิ)

6月19日

ฝัน

ฝันคืออะไร
ทำไมคนเราถึงฝัน
บางทีก็ฝันดีจนไม่อยากตื่น
บางทีก็ฝันร้ายจนผวา
แปลกเนอะ
เมื่อคืนก็ฝัน เป็นฝันที่ดี ทำให้ไม่อยากตื่น
เป็นฝันที่อบอุ่นมาก ไม่เคยฝันแบบนี้มานานแล้ว
แต่ตื่นมาก็พบว่า ชีวิตยังคงเหมือนเดิมนี่นา
ตื่นได้แล้วไอ้ออยเอ๊ยยยย !!!
สงสัยใกล้บ้าแระหลังจากที่ต้องทำนู่นทำนี่

ลาออกจากงานมาได้ 18 วันแล้ว ใช้ชีวิตแบบมีสาระบ้าง ไร้สาระบ้าง
รอเอกสาร เตรียมซื้อข้าวของ ทำไมมันไม่เสร็จไม่สิ้นสักที
บางทีก็มานั่งคิดดูว่า ทำไมเราต้องไป อยู่บ้านก็สบายดี
จนมีใครๆ 2-3 คนพูดว่า ไปเถอะ สิ่งที่เราจะทำเป็นความผันของใครหลายๆคน
นี่ก็อีกหนึ่ง "ฝัน"
ฝัน--สิ่งที่คนเราวาดหวังว่าอยากจะทำ อยากจะมี อยากจะเป็น
พอได้ยินประโยคนั้น มันทำให้เรามีกำลังใจขึ้นมาอีก

เวลาติดปีกอีกแล้ว
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เราจะเหลือเวลาเที่ยว เล่น อยู่ที่บ้านอีกไม่ถึง 3 สัปดาห์
จากนั้นก็ต้องไปผจญชะตากรรมที่ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง
การเดินทางที่กำลังจะมาถึงนี้ มันคงแตกต่างจากการเดินทางเมื่อ 7 ปีที่แล้วอย่างสิ้นเชิง
ครั้งนั้น ไปก็ฟรี เสียตังเล็กน้อย ยังเด็กๆด้วย ไปอยู่บ้านคนอื่น ใช้ชีวิตแบบสนุกสนานไปวันๆ
เวลาเป็นทุกข์ เดี๋ยวเดียวก็ลืมได้
เก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่หาไม่ได้ในเมืองไทย มีคนเทคแคร์ดูแลเยี่ยงพ่อแม่
...แต่ครั้งนี้สิ ความรับผิดชอบท่วมหัวเลย
นอกจากต้องดูแลตัวเองให้ดี ก็ต้องเรียนหนังสืออย่างจริงจัง

life is a journey!
เราจะเดินทางไปพบกับอะไร กับใครบ้างก้ไม่รู้ แต่การเดินทางครั้งนี้
ก็คือการสานอีกหนึ่งความ "ฝัน" ของตัวเราเอง จากแรงผลักดันของหลายๆคน
ขอบคุณพ่อแม่ที่ยื่นโอกาสให้
ขอบคุณพี่โอที่ทั้งผลักทั้งดัน พูดจนเรามีกำลังใจ ไม่กล้วแล้วล่ะ
ขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ฟังเราบ่นมาตลอดเวลา ถ้าจะนับกันจริงๆก็เป็นปีแล้วล่ะ อิอิ

อยากกลับเกาะแล้วง่ะ เมื่อไหร่จาได้กลับสักทีเนี่ย

5月30日

สิ่งที่ฉันไม่เคยรู้

ที่ฉันรู้
Boyd Kosiyabong feat. Champ

ทุกครั้ง คุณเคยมีความจริงสิ่งที่ปิดบังไม่มีใครรู้
ไม่ว่าเรื่องจะเล็กหรือใหญ่ เก็บซ่อนไว้ภายใน
เจอใครๆ ก็ต้องทำเป็นเฉย แต่ส่วนตัวนั้นอยากเปิดเผย
คือสิ่งที่ฉันนั้นเป็นอยู่
เป็นความจริงที่ไม่อยากให้มันเป็นจริง
ต่อให้ฉันนั้นทำทุกสิ่งเธอก็ไม่หันกลับมามองดู
 
อยากจะขอซักอย่าง อยากขอร้องซักอย่าง
อยากจะขอให้เหลือหนทางให้ฉันยังเดินได้อยู่
โปรดอย่าถามกันเลย อย่าเพิ่งถามฉันเลย
เรื่องราวของเราทั้งคู่
ไม่อยากจะพูด จะบอก ไม่มีเหตุผลจะตอบ
ฉันเองยังไม่เคยคาดคิด ไม่เคยรู้
เขาไม่รักฉันแล้ว...คือที่ฉันรู้
 
น้ำข้างในดวงตามันคอยเอ่อมาเวลามีคนถาม
เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อไร เหตุผลนั้นเป็นไง
อยากจะอยู่ลำพังเฉยๆ ไม่กล้าที่จะเปิดเผย
เพราะฉันเองก็เสียใจอยู่
เพราะความจริงที่ไม่อยากให้มันเป็นจริง
ต่อให้ฉันนั้นทำทุกสิ่งเธอก็ไม่หันกลับมามองดู
 
อยากจะขอซักอย่าง อยากขอร้องซักอย่าง
อยากจะขอให้เหลือหนทางให้ฉันนั้นเดินได้อยู่
โปรดอย่าถามกันเลย อย่าเพิ่งถามฉันเลย
เรื่องราวของเราทั้งคู่
ไม่อยากจะพูด จะบอก ไม่มีเหตุผลจะตอบ
ฉันเองก็ไม่เคยคาดคิด ไม่เคยรู้
เขาไม่รักฉันแล้ว...คือที่ฉันรู้
 
ฉันไม่รู้เกิดขึ้นเมื่อไร
ฉันไม่รู้ต้นเหตุเพราะใคร
ฉันไม่รู้ฉันผิดหรือไม่
ฉันนั้นยังไม่รู้...
เธอไม่ได้รอให้ฉันถาม ไม่ได้รอให้ฉันพยายาม
ฉันไม่เคยรู้ ฉันไม่เคยรู้.................................
 
อยากจะขอซักอย่าง อยากขอร้องซักอย่าง
อยากจะขอให้เหลือหนทางให้ฉันนั้นเดินได้อยู่
โปรดอย่าถามกันเลย โปรดอย่าถามฉันเลย
เรื่องราวของเราทั้งคู่
ไม่อยากจะพูด จะบอก ไม่มีเหตุผลจะตอบ
ฉันเองก็ไม่คิดและก็ไม่นึกจะเกิดกับฉัน ไม่เคยรู้
เขาไม่รักฉันแล้ว...คือที่ฉันรู้
 
เนื่องจาก filelogde.com โฮสต์ที่ใช้ฝากเพลงมันเอ๋อ
เราก็เลยต้องกลับมาฟังเพลงด้วยวิธีโบราณอีกแล้ว
ขอบคุณที่มีเว็บฟังเพลงคุณภาพดีใช้ได้แบบ doo-dd.com
ขอบคุณนุ่นด้วย เราไปเอาเนื้อเพลงมาจากสเปซแกล่ะ อิอิ
 
 
4月27日

period of sad songs

ไม่อยากให้เธอจากไป
Champ
Album: Love is...
 
รู้ก็รู้ว่าเธอต้องไป ฉันรู้ทุกๆ อย่าง ที่ผ่านมานั้นช่างเป็นดังฝัน จดจำไว้ไม่ให้เสื่อมคลาย
แต่เวลาที่มีมันน้อยเกินไป ไม่อยากต้อง say goodbye อยากหยุดเวลาเอาไว้ไม่ให้เธอไปจากฉัน
ไม่อยากให้เธอจากไป ไม่อยากต้องมาร้องไห้ ไม่อยากจะเสียเธอไป ฉันคงทำใจไม่ได้
ไม่อยากจะปลอบหัวใจ ฉันรับไม่ไหวกับคำว่าสุดท้าย แต่ยังไงฉันคงฉุดรั้งเธอไม่ได้
ฉันไม่คิดว่าต้องเผื่อใจ ฉันให้เธอหมดทุกอย่าง แต่ความเป็นจริง คือเธอต้องไป แล้วฉันควรทำอย่างไร
ก็เวลาที่มีมันน้อยเกินไป ไม่อยากต้อง say goodbye อยากหยุดเวลาเอาไว้ไม่ให้เธอไปจากฉัน
ไม่อยากให้เธอจากไป ไม่อยากต้องมาร้องไห้ ไม่อยากจะเสียเธอไป ฉันคงทำใจไม่ได้
ไม่อยากจะปลอดหัวใจ ฉันรับไม่ไหวกับคำว่าสุดท้าย แต่ยังไงฉันคงฉุดรั้งเธอไม่ได้
 
i don't know why i just fall in love with these sad songs.
sad songs can express so much feeling that we sometimes don't know how to explain in words.
sad songs can help release all depressed emotion and feeling (esp, for me. i don't know if you guys are realeased by sad songs or it just make you get worse.)
sad songs always have good component of background music and words.
wow!! i love sad songs.
 

4月25日

yo!

it's 6.35 pm now. i should go back home but just don't know why i still sitting infront of the computer at my office. maybe because i'm full now, so there's notthing encourage me to get my butt out of this old chair. today i've almost do nothing ha ha. anyway, i at least finished all important jobs. only my website that i haven't touch it. (so, when will i finish then???) i'm soooooooooo lazy.