Profil de OraphanMy p o s i t i v e WorldPhotosBlogListesPlus Outils Aide
La liste est vide.

My p o s i t i v e World

Photo 1 sur 31
Autres albums (32)
22 décembre

ยุ่งยากจัง

อีกเดือนเศษๆ ก็จะได้กลับเมืองไทยไชโยแล้ว
ถามว่ารู้สึกยังไง ดีใจอ่ะ แต่ไม่ตื่นเต้น
แต่ก็ยังมีอีกความรู้สึกอยู่ก็คือ ลนลาน

ลนลาน...เพราะ ไอ้นั้นก็อยากทำ ไ้อ้นี่ก็อยากกิน ที่นั่นก็จะไป
เป็นแบบนี้แหละ ปีที่แล้วก็อารมณ์นี้เล้ยยย มันเกิดจากโลภะนั่นเอง

แผนการณ์ในระยะอันใกล้มีไรมากมาย
เริ่มจากการใช้เวลาที่ว่างๆอยู่ อ่านหนังสือเตรียมสอบหลังปีใหม่
นอกจากนี้ยังใช้เวลาว่างดังกล่าววางแผนการท่องเที่ยว
การท่องเที่ยวที่ว่าได้แก่
สุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้เราจะไปผิงเหยา เมืองมรดกโลกกัน
สมาชิกหน้าใหม่สี่คนมาเจอะเจอกันโดยนัดหมาย
โปรแกรมนี้คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมากนัก
ทั้งตั๋วรถไฟและที่พักจองได้ไม่ยากเย็น

แต่โปรแกรมจี๋หลิน-ฮาร์บินนี่สิ ทำไงดี
แรกเริ่มเดิมที ด้วยความบ้าและก๋ากั่นส่วนตัวของดิฉันเองนั้นกะว่าจะลุยเองไปเอง
ใครไ่ม่ไปก็ไ่ม่ต้องไป ยังไงฉันก็จะไปให้ได้
แต่ปรากฏว่า กาลเวลาผ่านไป มีสมาชิกเพิ่มมาอีกสามคน
เหล่าสมาชิกนั้นแรกๆก็ว่า ไปกันเองก็ดี เพราะเราไปค้นพบว่า
จี๋หลินเป็นเมืองทางผ่านที่ควรแวะอย่างยิ่ง แต่โปรแกรมของโรงเรียนบ่มี
แต่ตอนนี้สิ สมาชิกเริ่มเห็นว่าไปกะโรงเรียนสะดวกสบายหายห่วง

แต่ทีนี้ว่า น้องรักจะมาเยี่ยมเราจากเมืองไทย การจะไปกะโรงเรียนคงทำไม่ได้
นอกจากว่าจะแอบๆไป ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามันจะยุ่งยากรึป่าว
แต่สมาชิกหนึ่งในห้าบอกว่า ถ้าต้องไปเองไม่ไปแล้ว อยากไปกะโรงเรียน
กลัวว่าต้องไปตกระกำลาบากหารถราในยามที่อุณหภูมลดต่ำ่ว่าศูนย์องศาไปสักยี่สิบสามสิบดีกรี
แต่ตัวเรานั้นยังคิดว่า ยังไง้ ยังไงก็จะไปจี๋หลินให้ได้
เอาล่ะสิ ทีนี้จะทำยังไง

ตอนนี้ยังคิดไม่ตก ที่พักที่จี๋หลินก็ยังหาไ่ม่ได้เลย
เอาเถอะ ชีวิตไม่สิ้นก็ดิ้นกันไป
เราเลยหาทางออกได้ว่า ไม่ต้องนอนที่จี๋หลินสิ เที่ยวเสร็จอ้อมๆเข้าฮาร์บินเลย
รถไฟตรงจากจี๋หลินไปฮาร์บินไม่มี เราก็หาทางอื่นได้แล้วล่ะ
เพราะฉะนั้น ปัญหานี้ตกไปครับพี่น้อง

ปัญหาที่ยังคาราคาซังอยู่ก็คือ สมาชิกที่เหลือจะว่าอย่างไร

วันพุธนี้เป็นวันสุดท้ายในการลงทะเบียนกับโรงเรียนแล้ว
เดี๋ยวก็จะได้รู้ว่า เราจะเลือกทางไหน
(แต่จริงๆนะ ถ้าเราไปแบคแพ็คกันสองคนน่ะ สบายกว่าห้าคนตั้งเยอะแน่ะ)

กิจกรรมสำคัญอีกอย่างที่ต้องลงมือทำในเร็ววันคือการซื้อตั๋วเครื่องบินไปเซี่ยเหมิน
งานนี้เราจะไปเยือนแดนดินถิ่นบรรพบุรุษล่ะค่ะ

พูดแต่เรื่องเที่ยวเนอะ เรื่องสอบละไว้ในฐานที่เข้าใจละกัน
16 novembre

หัวข้อการพูดคุย มันคงเป็นภัยต่อมวลมนุษยชาติ

 

ข้อความ

มันคงเป็นภัยต่อมวลมนุษยชาติ
ทีจั่วหัวแบบนี้เพราะไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมที่บ้านเมืองนี้ถึงไม่สามารถจะใช้บริการบล็อกของเว็บไซต์เช่น
multiply, Hi5 ได้เหมือนกับที่ประเทศอื่นๆสามารถทำได้ หรือแม้แต่ facebook ที่ออกจะอินเตอร์
ได้รับความนิยมไปทั่วโลกนั้น ก็ดูเหมือนว่าจะสามวันดีสี่วันป่วย แค่จะเข้าสู่เว็บไซต์ดังกล่าวแสนจะยากลำบาก
 
ทำไม ทำไม ทำไม
 
เป็นคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้ แต่คิดเอาเองว่า สังคมคอมมิวนิสต์อาจจะเล็งเห็นภัยจากเว็บไซต์ที่ว่ากระมัง
 
สุดท้าย ก็กลับมาซบอกวินโดว์ไลฟ์สเปซไง
 
บางคนอาจจะคิดว่า ไม่มีบล็อกก็ไม่ต้องเขียน ทำไมจะต้องอยากให้คนอื่นรู้เรื่องราวส่วนตัวด้วย
อ๊ะ ก็อยากอวดนี่นา นี่ไม่ได้ฮิตทำตามกระแสอะไรหรอกนะ แต่เห็นว่าการมีบล็อกทำให้เราสามารถอัพเดทข่าวสาร
ความเป็นไปของตัวเองให้มิตรรักแฟนเพลงติดตามได้ เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถโทรศัพท์ หรือออนไลน์
คุยกับเราได้อย่างสะดวก ประโยชน์อีกอย่างที่เห็นชัดๆก็คือ คนที่ทำบล็อกส่วนใหญ่มักจะชอบเล่าเรื่องราว
การท่องเที่ยว การเดินทาง หรือประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์หลายๆกรณี ตัวเราเองก็หาความรู้เกี่ยวกับสถานที่
ท่องเที่ยวจากการดูบล็อกชาวบ้านมาหลายครั้งแล้ว
 
เห็นมะ ออกจะมีประโยชน์ แล้วคุณมหาอำนาจแห่งเอเซียจะบล็อคบล็อกที่ว่าทำไมละคะ
16 mars

นักเรียน...อีกครั้ง

เปิดเทอมได้สามอาทิตย์แล้วล่ะ
ผลจากการไปสอบวัดระดับแบบงงๆ ทำให้เราไม่ต้องเรียนตั้งแต่ชั้นแรก
คือ ไม่ต้องเรียนการออกเสียงและการอ่านพินอินนั่นเอง
เนื่องจากภาษาจีน ไม่มีการประสมพยัญชนะ สระ ตัวสะกด
แต่ใช้อักษรภาพ ซึ่งหมายความว่า เราต้องจำคำนั้นทั้งคำเลย
(ใครคิดระบบนี้ก็ไม่รู้เนอะ ช่างความจำดี) เพราะฉะนั้น
เพื่อทำให้อะไรๆง่ายขึ้น จึงมีคนคิดหาสัญลักษณ์มาใช้ในการแทนค่าเสียงของ
อักษรภาพแต่ละตัว เพื่อทำให้ง่ายขึ้น
พินอิน จึงเป็นการนำตัวอักษรอารบิก ก็คือ อักษรภาษาอังกฤษนั่นแหละ
มาแทนค่าเสียงภาษาจีน อย่างเป็นระบบระเบียบ

ภาษาจีนเค้าก็มีวรรณยุกต์นะ แต่ไม่เหมือนภาษาำไทย เค้ามีสี่เสียง
แต่ของเรามีห้าเสียง เพราะงั้น เรื่องการผันวรรณยุกต์ จึงไม่ใช้ปัญหาของเด็กไทย
แต่...ปัญหาหนักคือ การออกเสียงพยัญชนะให้ชัดเจน
ซึ่งมีเสียงอยู่หกเสียงเด่นๆ ที่เราฟังยังไง้ ยังไง มันก็ไม่เห็นจะต่างกันเลยอ่ะ
แต่เอาเถอะ หัดๆพูด หัดๆฟัง ไปต่อราคากะแม่ค้าบ่อยๆ เราก็จะพูดได้คล่องเอง
เท่าที่ผ่านมา แม่ค้าก็ฟังเรารู้เรื่องดีนี่นา อิอิ

การเรียนตอนนี้ไม่หนักหนาเท่าไหร่ ยังพอจะชิลๆได้
มีการบ้านมาให้ฝึกปรือวิทยายุทธเรื่อยๆ กำลังดีๆ
สิ่งที่ยากกว่าการบ้านคือ การจำศัพท์ให้ได้
การจำคำ และความหมาย ไม่ยากเท่าการเขียนให้ถูก
นับถือคนที่เค้าคิดภาษาีนี้ขึ้นมาจริงๆเลย คิดได้ไง
เอาอะไรมาคิด นี่ยังดีว่าที่แผ่นดินใหญ่ เค้าใช้ระบบตัวย่อในการเขียนหมดแล้ว
ถ้ายังคงใช้ระบบตัวเต็มเหมือนไต้หวันละก็ คงไม่มาเรียนล่ะ ท้อใจ

ตารางเรียนของเราก็คือ จันทร์ถึงศุกร์ 8.30 -12.40
เรียนวันละสองวิชา วิชาละสองชั่วโมง สิ้นชั่วโมงจะได้พักสิบนาที
ให้นักเรียได้หาน้ำ ขนมกิน หรือเข้าห้องน้ำ หรือจะเม้ากันก็ได้
วิชาที่เรียนมีสี่วิชาคือ comprehension+gramma, reading, listening, speaking
วิชาแรกต้องเรียนทุกวัน อ่านและฟังอาทิตย์ละสองครั้ง ส่วนพูดก็อาทิตย์ละครั้ง
ก็ขำๆกันไป พูดได้บ้างไม่ได้บ้าง สนุกดีนะ ไ่ม่เครียด (หรือเพราะชั้นนี้ยังไม่แอดวานซ์มากนักก็ไม่รู้)

เรียนเฉพาะครึ่งวัน เพราะฉะนั้น ช่วงบ่ายก็ว่างสิคะ
แต่เอาเข้าจริง มันไม่ได้ว่างแบบสบายใจนะ
เพราะทั้งการบ้าน ทั้งศัพท์ใหม่ มีอะไรให้ทำเยอะ
แต่ยังไงๆ เราก็ยังหาเวลาปลีกตัวไปเที่ยวได้ คิคิ
เรื่องเที่ยวจะเม้าให้ฟังในประเด็นหน้าละกัน
วันนี้พอแค่นี้ก่อนที่จะเบื่อ แล้วก็จะไปหาข้าวกินด้วย (วกกลับมาเรื่องกินจนได้สิน้าาา)

23 février

the return of me

และแล้วก็ต้องกลับมาซบอกบล็อกนี้อีกครั้ง หลังจากเลิกใช้ไปเกือบสองปี
เซ็งจริงๆเลย ทำไมที่เมืองจีนถึงเช้ามอัลติพลายไม่ได้นะ
ใครรู้ช่วยบอกที ยิ่งถ้ามีวิธีแก้ยิ่งดีเลย จะเป็นพระคุณมาก
 
รำพึงรำพันเสร็จแล้ว ตอนนี้มาเล่าเรื่องดีกว่า
วันนี้ก็นับเป็นวันที่ห้าแล้ว ตั้งแต่มาเหยียบแผ่นดินมังกร
อากาศที่นี่ตอนนี้ หนาวแต่ก็ไม่เกินจะทน กลางคืนติบลบ กลางวันไม่ถึงสิบ
แดดเปรี้ยงสุดๆ โชคดีนะเนี่ยที่เตรียมครีมกันแดด spf 50 มาด้วย
อากาศแห้งมากๆ วันๆ ไม่ต้องทำไร มีครีมหรือโลชั่นกี่ขนานก็ประโคมมันเข้าไปนะพี่น้อง
 
ที่พัก เป็นหอของมหาวิทยาลัย เราเลือกอยู่ห้องคู่ เพราะจะได้หัดพูดบ้าง
ตึกที่อยู่เป็นหอใหม่ ไกลจากตึกที่เรียนคนละทิศเลย
(หออยู่ประตูตะวันตก ตึกเรียนอยู่ทางตะวันออก)
ในห้องพักที่สนนราคาเพียง หกสิบหยวนต่อคืน ประกอบไปด้วย
แอร์ ฮีตเตอร์ (ที่อุ่นมากๆ ไม่เหมือนกะแอสตัน) ทีวียี่สิบเอ็ดนิ้ว ตู้เย็นน้อยๆ
กาต้มน้ำร้อน ตู้ โต๊ะ เตียงพร้อมผ้าปู (เลิศมะ)
ที่สำคัญคือ มีแม่บ้านมำทำความสะอาดห้องและห้องน้ำทุกเช้า
อยาเปลี่ยนผ้าปูเตียงเมื่อไหร่ก็บอกแม่บ้านได้ โอ้วววว สบายจัง
 
อาหารการกิน เท่าที่ผ่านมาเพิ่งกินมาม่าไปสองห่อ
มื้อเช้ากินหนมปังทาสกิ๊ปปี้ไปก่อน เดี๋ยวค่อยหาเมนูใหม่
มื้อเย็นไปกินที่ร้านจีนกระรูมเมท
อาหารที่นี่ไม่แพง จานใหญ่ อย่างไปกินกันสี่คน สั่งกับข้าวสองอย่าง
เนื้อจาน ผักจาน ข้าวคนละถ้วย ตกประมาณยี่สิบกว่าหยวน คุ้มจริงๆ
แล้ววันนี้เมื่อเที่ยงแอบไปทำหรู กินhuoguo หรือชาบู หรือฮอตพอต หรือจิ้มจุ่มนั่นเอง
เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปเป็นหลักฐาน อร่อยทีเดียวเชียวท่านผู้ชม
ไว้ไปคราวหน้าจะถ่ายรูปมาฝากให้น้ำลายไหลเล่น
 
รูมเมท เป็นสาวแดนกิมจิ ซึ่งชนชาตินี้สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในแคมปัส (ของเค้าเยอะจริงๆ)
น้องเค้ามีนามว่า เซรอม นิสัยดีทีเดียว ชวนเราไปนู่นมานี่ (ไปกินนั่นแหละ) ตลอดเลย
นอกจากนี้ก็มี ฮานา และ ฮิยอง สองสาวที่มาเยี่ยมเยียนห้องเราประจำ
เอาวะ รูมเมทดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ถือว่าเป็นบุญแล้วล่ะ
เดี๋ยวนี้เราหัดเรียนภาษาเกาหลีวันละสองคำด้วย
 
วันที่สิบแปด ออกเดินทางจากภูเก็ตตอนสามทุ่มครึ่ง
มีแม่ พ่อ เจ็กก๊าไปส่ง
วันนั้นแอบเซ็ง เพราะอดดูจำเลยรักตอนอวสาน
แต่ตอนนั่งรอขึ้นเครื่อง สาวๆการท่าเปิดทีวีดูกัน เลยได้ดูไปสองตอน
กำลังมันทีเดียวเค้าก็เรียกขึ้นเครื่องซะงั้น ว้า
แต่แล้ว เราก็ขำออกมาได้ เพราะแม้จะไม่ได้ดูคุณหริษในจอแก้ว
แต่คุณหริษเป็นคนขับเครื่องบินพาเราไปถึงสุวรรณภูมิเลยนะจะบอกให้
ไม่ได้โม้นะเนี่ย กัปตันชื่อหริษจริงๆ
ถึงสุวรรณ เราก็หม่ำเส้นหมี่ลูกชิ้นหมูที่แพงที่สุดในโลก กะน้ำเปล่าขวดที่แพงที่สุดเหมือนกัน  (150+40)
แล้วก็เดินดูของ ไม่มีไรน่าซื้อเรย เลยไปนั่งรอขึ้นเครื่องดีกว่า
คิดว่าโชคดีนะ ที่เลือกบินรอบดึก เพราะลูกทัวร์จีนคงหมดแรงเม้า
แต่ละคนหลับเป็นตาย คิดดูดิ ถ้าเค้าตื่นกันทั้งลำแล้วเม้ากันอ่ะ โลกคงจะไม่สงบแน่ๆ
ไม่เข้าใจเรย ทำไมต้องคุยกันเสียงดังฟะ นั่งติดกันแท้ๆ
 
เรามาถึงปักกิ่งเช้าตรู่วันอังคารที่ 19 อากาศตอนนั้นก็หนาวๆ แต่โอเคนะ
มีเพื่อนของอาเจ๊กมารับ ชื่อชาร์ลี หรือ อาลู่ ใจดีทีเดียว
เค้าก็พามาส่งที่หอ ขนของให้เสร็จสรรพ (สบายจัง)
ฮีบอกว่า ถ้ามีเบอร์เมื่อไหร่ให้บอก เดี๋ยวฮีจะพาไปกินข้าวที่บ้าน อิอิ ลาภปากอีกแล้ว (จาผอมม้าย)
ชีวิตวันแรก ออกแนวงงๆ รูมเมทก็ดูงงๆ ทีแรกคิดว่าจะเป็นพวกเงียบๆ เพิ่งมารู้ว่า ตอนเราไปถึงชีเพื่งตื่น
มาถึงเราก็จัดของ แล้วก็นอน ไม่รู้สึกหิวเท่าไหร่ เพราะกินจากบนเครื่องมาเต็มที่
แต่อารมณ์ตอนนั้นก็หวิวๆนะ มองไปทางไหนเค้าก็อยู่กันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ส่วนเราโดดเดี่ยว (ผู้น่ารัก คิค)
จนตอนบ่ายก็ออกไปสำรวจรอบๆแคมปัส เดินออกไปซื้อของที่ซุปเปอร์ใกล้ๆ
เสร็จแล้วกลับมานอนต่อ ตื่นมากกินกล้วยไปหนึ่งลูก (ผอมแน่ๆ)
 
วันที่ยี่สิบ
ได้เวลาไปลงทะเบียน เจอพี่คนไทยใจดีแล้ว เย่
เลยรู้ว่าต้องซื้อซิมการ์ดที่ไหนยังไง ไปติดต่ออินเตอร์เนตยังไง อุ่นใจชึ้นมาอีกนิด
ความยุ่งยากอยู่ที่ตอนไปจ่ายค่าเทอม มันดันรับแต่เงินดอลลาร์กะหยวน
ฮ่วย แล้วบอกว่าจ่ายด้วยปอนด์ได้ทำไมฟะ
สรุป ต้องไปจ่ายที่ธนาคาร ซึ่งต่อคิวรอแค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง
ระบบที่นี่มันช้าๆยังไงก็ไม่รู้ น้องคนไทยบอกว่า ไปเปิดบัญชีมา สามชั่วโมงถึงจะเสร็จ แม่เจ้า
จ่ายเงินเรียบร้อย ก็ต้องเดินไปอีกตึกเพื่อนัดเวลาสอบวัดระดับ
ตอนเย็นกินมาม่า วันนี้เรามีถ้วย ช้อน ส้อมแร้น
 
วันที่ยี่สิบเอ็ด
ว่างค่ะ ก็เลยไปติดต่ออินเตอร์เนต กว่าจะได้ หืดขึ้นคอ คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องนิ
ไม่มีใครผิด เพราะเค้าก็พูดอังกฤษไม่ค่อยได้ เราก็พูดจีนไม่ได้ ฟังได้แค่ 0.00001%
ตอนเย็นไปกินข้าวร้านจีนที่อยู่หลังหอพัก ของเรียกว่าร้านสุดคุ้มละกันนะ
 
วันที่ยี่สิบสอง
ตื่นแต่เช้าเพื่อไปสอบวัดระดับ
สอบทำไมก็ไม่รู้ เสียเวลานอนอิ๊บอ๋ายเลยว่ะ คิดว่า จากร้อยสามสิบข้อ น่าจะได้สักสองข้อนะ
คนที่นั่งข้างๆเป็นสาวอินโด เอ๋อพอกัน เราก็เลยได้เพื่อนเพิ่มมาอีกคน
ตอนเที่ยงมหาลัยจัดการพาไปทำเรื่องลงทะเบียนสุขภาพเพื่อทำให้วีซ่าของเราเป็นแบบมัลติพิลหนึ่งปี
คราวนี้เราทำเนียนไปกะกลุ่มน้องอินโด อืมมมม อินโดที่นี่ดูนิสัยดีนะ ไม่เห็นเหมือนอินโดแอสตันเลยอ่ะ
ตอนเย็นไปกินข้าวที่ร้านสุดคุ้มอีกรอบ
 
วันนี้ ยี่สิบสาม
ว่างอีกหนึ่งวัน ไปกินชาบูที่ว่า
ของเค้าอลังจริงๆอ่ะ เราจะมีหม้อไฟส่วนตัวคนละหม้อเลยนะ
แล้วร้านอาหารที่นี่จะมีน้ำชาบริการฟรี แต่ที่รร้านชาบู เป็นชาอะไรไม่รู้ เค้าว่าเหมือนน้ำบ๊วยมากกว่า
หรือชามะนาวหว่า เด๋วต้องไปชิมใหม่ อิอิ
ส่วนชีวิตเย็นนี้จะเป็นไง ต้องติดตามตอนต่อไปนะจ๊ะ
 
ชีวิตโดยรวมจัดว่าราบรื่นดี ถ้าไม่นับสองวันแรกที่งงๆ เพราะพูดจากันไม่ค่อยรู้เรื่อง
คิดว่าคิดไม่ผิดนะ ที่เลือกพักห้องคู่ เพราะอยู่คนเดียว ตอนนี้ก็คงยังไม่มีเพื่อน
เจอคนไทยบ้างแล้ว แต่ยังไม่สนิท เค้ามากันเป็นกลุ่มผ่านโอซีเอ
วันจันทร์หน้าจะเปิดเรียนแล้ว คงมีเพื่อนเยอะขึ้น
 
 
 
14 avril

บล๊อกบูด


เนื่องจากชั่วระยะเวลาที่ผ่านมา เรากำลังเห่อบล๊อกใหม่ที่มัลติพลาย บล๊อกนี้ก็เลยร้างๆ ไป  ที่บ้านหลังใหม่ เราก็ได้พบกะเพื่อนใหม่ แต่ยังไงๆ ก็ยังคิดถึงเพื่อนบ้านที่นี่เสมอนะ ใครอยากรู้เรื่องราวที่บ้านนู้น ก็ไปเยี่ยมกันได้ที่ http://oysita.multiply.com นะจ๊ะ

สิบวันที่ผ่านมา เราไปเที่ยวมาอีกแล้ว หลังจากที่สอบเสร็จ ผลสอบจะเป็นไงไม่รู้ ต้องมานั่งลุ้นผ่านกันอีกรอบ สาาาธุ ส่วนที่ไปเที่ยวมานั้น อดใจรอกันหน่อย ว่างเมื่อไหร่จะอัพเดทรูปให้ดูนะจ๊ะ
7 février

ว่าด้วยเรื่องของการ "นอน"

 
Narcolepsy เป็นชื่อของโรคชนิดหนึ่ง ในภาษาไทยเรียกว่า โรคเหงาหลับ โรคง่วงหลับ
อยู่ๆ ก็พูดถึงเรื่องนี้ ก็เพราะว่า ตั้งแต่เปิดปีใหม่มาเนี่ย เป็นไรก็ไม่รู้ ง่วงเหงาหาวหนอนได้ทั้งวัน
เข้าห้องเลคเชอร์ปุ๊บ ง่วงปั๊บ นั่งหลับ จนแป้งมันเม้าธ์เก้อไปหลายรอบ
จะว่านอนไม่พอ ก็ไม่เชิง แต่ก็นอนเช้าตื่นเที่ยงมาตั้งแต่ก่อนสอบแล้วล่ะ
รู้หล่ะ ว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพ แต่ยังไงก็ไม่รู้ สงสัยจะแพ้กลางคืน (วิ้ววว)
 
ก็ว่าจะปรับพฤติกรรมการนอนให้มันปกตินะ แต่ก็ทำไม่ได้สักที
ก็แหม เรียนตั้งบ่ายแน่ะ เราก็นอนตื่นสายได้ไง
แล้วตอนกลางคืนทำอะไรนะเหรอ อิอิ ไร้สาระที่สุด
กิน เม้าธ์แตก ดูซีรี่ส์เกาหลี แต่ช่วงนี้น่ะ การบ้านเริ่มเยอะ
เริ่มสำนึกแล้วว่าเราต้องขยันขึ้นกว่าเดิม ไม่งั้นก็จะมีจุดจบอย่างเทอมก่อน
แต่ก็นะ อ่านหนังสือทีไร มันเหมือนเป็นมนต์ที่สะกดให้หนังตาของเราปิด
ไม่เข้าใจอย่างแรง 
สรุปว่า อ่านไปได้ไม่เท่าไหร่ ก็...หลับ
 
ตั้งแต่เปิดเทอม ถ้ามีเวลาว่างเมื่อไหร่ ก็ต้องล้มตัวลงนอน
ไม่ว่าจะเป็นพักเที่ยง พักเบรค หรือแม้แต่ระหว่างฟังบรรยาย - -"
ง่วงอย่างไร้เหตุผล ชักจะสงสัยแล้วล่ะว่าจะเป็นโรคที่มีชื่อประหลาดๆ นี่รึป่าว
อิอิอิ นอนเท่าไหร่ ก็ยังไม่พอออออออ
 
ว่าแล้วก็มาบ่นเรื่องเรียนดีกว่า
เทอมนี้น่ะ วิชาที่เรียน ฟังแค่ชื่อมันก็ดูดีหรอกนะ แต่พอเรียนจริงๆ ฮ่วย อะไรก็ไม่รู้
อาจารย์ก็สอนแบบพูดไปตามสไลด์ แล้วที่เลวร้ายสุดๆ คือ มี tutorial ทุกวิชาท้ายคาบ
tutorial คืออะไร มันก็คือ ชั่วโมงที่ให้เราเข้าทำงานกลุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทางภาคจัดมาให้
กลุ่มนี้จะอยู่ร่วมกันจนวันตาย เอ๊ย วันเรียนจบ
ในชั่วโมงติวเนี่ย เราก็ต้องทำ case study ตอบปัญหา พรีเซนต์งาน (น่าเบื่อที่สุด)
แถมงานกลุ่มบางอันก็ไม่มีคะแนน ทำให้นักเรียนขาดแรงจูงใจในการทำงานอย่างยิ่ง
แต่ก็ต้องทำๆ ไปนะ
 
ป.ล. อาทิตย์ที่ 11 นี้จะมีงานสามัคคีเกมส์ เป็นการรวมตัวของเหล่านักเรียนไทยในแดนผู้ดี
งานนี้เพื่อนๆ เราหลายคนก็ลงแข่งกีฬาด้วย ฮัทจะตีแบด อาร์ทก็เล่นหมากรุก
ส่วนน้องโอ๊ดน่ะ ชวนเราไปเล่นแชร์บอล แล้วอ้วนๆ อย่างฉันจะวิ่งไหวมั้ยเนี่ย
เพราะงั้น งานนี้เราควรจะอยู่เฉยๆ และไปเหล่หนุ่มๆ ดีกว่ามะ
 
 
25 janvier

ปีใหม่ อะไรๆก็ไม่เหมือนปีเก่า

ผ่านพ้นปีใหม่มาเกือบเดือนแล้ว
วันเกิดก็ผ่านไปอีกปี
เปิดเทอมมาสองอาทิตย์แล้วด้วย
อะไร ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
จากที่ได้ท่องเที่ยวอย่างสนุกสนาน
ก็ต้องมานั่งเรียน
กะอีแค่เรียนเนี่ย ไม่เท่าไหร่หรอก
แต่เทอมนี้มันจะมีงาน syndicate group มากมายเกินไปแล้วนะ
ทุกวิชาเลย เค้าเบื่อมาก
กลุ่มเค้าก็จะฟิตไปไหนเนี่ย เปิดเทอมปุ๊บ นัดปั๊บ
 
ต้องเริ่มลุยดิสเซอร์แล้วด้วย
พรุ่งนี้จะไปพบอาจารย์ที่ปรึกษาล่ะ เป็นแรงใจให้เค้าด้วยนะ
กลัวพูดกะอาจารย์ไม่รู้เรื่อง
 
วันนี้เพลียๆ โดดเรียนเลย เพราะว่าท้องเสีย
แป้งทำโจ๊กมาให้กิน ฮัทซื้อสไปรท์มาให้
ตอนเย็นแป้งทำปลาแซลมอนทอดเกลือด้วย เหมือนฟูจิเลยล่ะ
ส่วนน้องโอ๊ดก็ไปช่วยลงเวลานัดอาจารย์มาให้
ขอบคุณนะทุกคน
 
ว่าจะเล่าเรื่องไปเที่ยวเมื่อตอนปิดเทอม
แต่ยังคิดอะไรไม่ออก
ดูรูปไปละกัน
เพิ่งจะทยอยเอาลงเอง มันขี้เกียจน่ะ
เพราะไปเที่ยวคราวนี้อากาศแย่มาก รูปก็สีหม่นๆ หมองๆ
 
ชีวิตเกือบสามอาทิตย์ในฝรั่งเศส ดีมากมาย ไม่เหนื่อยเท่าไหร่ด้วย
เที่ยวกันชิลๆ
แม้จะเกือบตกรถไฟ ต้องลากกระเป๋าเดินหาที่พัก
แต่พอได้เที่ยว อะไรๆก็ดูดีไปหมด
เริ่มต้นทริปจากเมืองตูลุส เพื่อไปหาเจ้าถิ่นให้เค้านำเที่ยวไง
จากนั้นก็ไปปารีสสามวันเพื่อจะเดินทางต่อไปสตาส์บวร์ก
อยู่ที่นั้นอีกสามวันก็กลับมาปารีส
เห็นปารีสจนเบื่อเลยล่ะ อิอิ
 
แล้วจะเอารูปที่เหลือมาลงอีกนะจ๊ะ ตอนนี้ดูๆเท่าที่มีไปก่อนละกัน